วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

จีนจะส้างรถไฟบิน

จีนต้องการที่จะสร้าง "รถไฟบิน" ที่จะเดินทางได้เร็วกว่าเครื่องบินสี่เท่า



Hyperloop กำลังได้รับการแข่งขันในจีน บริษัท ผู้รับเหมาก่อสร้างภาครัฐของประเทศจีน (CASIC) ประกาศว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ (30 ส.ค. ) ว่า บริษัท ได้เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับ "รถไฟความเร็วสูง" ที่บอกว่าจะสามารถเข้าถึงความเร็วสูงสุดได้ 4,000 กม. ต่อชั่วโมง (2,485 ไมล์ต่อชั่วโมง) ซึ่งเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงที่สุดในโลก 10 เท่า (ซึ่งอยู่ในจีน) ซึ่งเร็วกว่าเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ถึง 4 เท่าและเร็วกว่าความเร็วของเสียง (1,225 กม. / ชม.) ถึงสามเท่า "รถไฟบิน" เป็นสาระสำคัญในสายการบินผู้โดยสารที่ใช้การลอยตัวของแม่เหล็กและเดินทางผ่านท่อสูญญากาศใกล้ ๆ ขณะที่ผู้จัดการของ CASIC Liu Shiquan ได้อธิบายถึงสื่อจีน (ลิงค์ในภาษาจีน) แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับ Hyperloop ซึ่งเป็นระบบขนส่งความเร็วสูงแบบอนาคตที่คาดการณ์โดย Elon Musk ในปี 2556 ขณะนี้ บริษัท startups ในตะวันตกกำลังแข่งขันกันเพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุดที่ Hyperlink 1200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Hyperloop One ซึ่งตั้งอยู่ที่ลอสแองเจลิสซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ Musk กล่าวว่าในระหว่างการทดสอบมีความเร็ว 310 กม. / ชม. ที่ตั้งค่าสำหรับการทดสอบ Hyperloop ซึ่งเพิ่งเสียไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อทีมของเยอรมันเข้าตี 323 กม. / ชม. CASIC อ้างว่ารุ่นของตัวเองของระบบท่อล้อมรอบจะเป็นครั้งแรกในโลกที่ออกแบบมาสำหรับความเร็วเหนือเสียงแม้ว่าขั้นตอนแรกจะตีความเร็วสูงสุด 1,000 กม. / ชม. Musk ได้ชี้ให้เห็นว่า Hyperloop ในอนาคตจะเดินทางเร็วกว่าความเร็วของเสียง CASIC กล่าวว่า บริษัท เป็นเจ้าของสิทธิบัตรกว่า 200 ฉบับสำหรับโครงการนี้ ในที่สุดก็มีแผนจะส่งออก "รถไฟบิน" ไปยังประเทศต่างๆที่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของ "One Belt, One Road" ของจีน ไม่ได้ระบุตารางเวลา แน่นอนว่าการเข้าถึงความเร็วเหนือเสียงเร็วเกินไปอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ Mao Kai หัวหน้านักออกแบบของระบบกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธว่าหนังสือพิมพ์รถไฟแห่งชาติจะให้ความปลอดภัยโดยการเร่งความเร็วที่ช้ากว่าเครื่องบินพลเรือน เขาออกความกังวลว่าตั๋วโดยสารจะแพงเกินไปสำหรับผู้โดยสารธรรมดา

ที่มา -qz.com

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โคลงสนามบินนานาชาติใหม่ที่ Senoสะหวันนะเขต

  A group of experts from Singapore, China and Myanmar, led by the Ambassador of the Republic of Singapore to the Lao PDR Dominic Goh, are working with Lao experts from relevant sectors of Laos to collect information concerning the construction of a new international airport at the Seno zone in Outhoumphone district of Savannakhet Province. A meeting to discuss the collection of information on the construction of the new airport was held on 3 November at the Provincial Administration Office between the group of Oversea and Lao experts, and provincial authorities. The discussion was organized in the presence of the Director of the Management Committee of Savan-Seno Special Economic Zone Thongsay Xayavongkhamdy, and representatives from the Provincial Division of Public Works and Transportation. During the meeting, the experts and representatives discussed the construction plan of the new airport and related areas. According to the government’s plan, the new airport is being built to help facilitate the transportation of goods which will be made in factories in the Savan-Seno

สนามบินนานาชาติใหม่ที่บริเวณ Seno ในย่าน Outhoumphone ของสะหวันนะเขต
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์จีนและพม่านำโดยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดมินิคโกห์กำลังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญลาวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศลาวเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารใหม่ระหว่างประเทศ ที่ท่าอากาศยาน Seno ในเขต Outhoumphone ของจังหวัดสะหวันนะเขต การประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สำนักงานบริหารจังหวัดจังหวัดระยองระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศและลาวรวมทั้งหน่วยงานของจังหวัด การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา - เซรามิย์ท้องศานีย์เขตวัฒนาและผู้แทนจากกองโยธาและขนส่งจังหวัด ในระหว่างการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนได้กล่าวถึงแผนการก่อสร้างของสนามบินใหม่และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ตามแผนของรัฐบาลมีการสร้างสนามบินใหม่
เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าซึ่งจะทำในโรงงานใน Savan-Seno

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

รถไฟลอยน้ำ – รถไฟลอยฟ้า โดยวันวิสข์ เนียมปาน

รถไฟลอยน้ำ – รถไฟลอยฟ้า
เดินทางบนทางรถไฟที่มีเสน่ห์ทั้งหน้าน้ำและหน้าแล้ง
เรื่อง วันวิสข์ เนียมปาน

เคยได้ยินเรื่องของรถไฟลอยน้ำไหมครับ
รถไฟที่วิ่งบนทางรถไฟ แต่ข้างใต้ทางรถไฟมีแต่น้ำเต็มไปหมด
นี่เป็นบันทึกการเดินทางของเรา ในวันที่เห็นรถไฟเส้นนี้ทอดยาวอยู่เหนือน้ำและวันที่ไม่มีน้ำ
เมื่อทางรถไฟต้องสูงขึ้น
เมื่อพื้นที่ของลุ่มน้ำป่าสักในอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตามโครงการพระราชดำริ จากที่แต่ก่อนเมื่อหน้าแล้งก็แห้งแล้งมาก เมื่อหน้าน้ำก็มีน้ำท่วมอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อการเกษตรและชีวิตของชาวบ้าน การก่อสร้างจึงเริ่มขึ้นในปี 2537 

การสร้างเขื่อนในแต่ละครั้งนั้นย่อมใช้พื้นที่เป็นจำนวนมากผลกระทบจึงเกิดกับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน หรือแม้แต่ ‘ทางรถไฟ’
ทางรถไฟสายแก่งคอย–บัวใหญ่ ก่อนที่จะจมใต้เขื่อน จะเห็นสะพานเหนือเขื่อนที่สร้างทดแทนทางสายนี้อยู่ด้านซ้ายมือ
ภาพถ่ายโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย สแกนภาพโดย คุณวันชัย ห่อรัตนาเรือง

ทางรถไฟสายแก่งคอย–บัวใหญ่ ส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่จังหวัดหนองคายทอดผ่านพื้นที่แห่งนี้ และแน่นอนว่าเมื่อเริ่มปล่อยน้ำเข้าเขื่อน ทางรถไฟสายนี้จะต้องจมน้ำลงไปด้วย การแก้ปัญหาเพื่อให้เส้นทางรถไฟไม่ขาดช่วงและเดินทางได้

ก็ยกมันขึ้นไปซะให้สูงกว่าระดับน้ำซะสิ


ทางรถไฟระหว่างสถานีแก่งเสือเต้น–โคกสลุง-สุระนารายณ์ 
ระยะทางกว่า 24 กิโลเมตรถูกจัดสรรแนวทางใหม่รวมถึงการสร้างเป็นทางรถไฟยกระดับ แนวทางบางช่วงอยู่ใกล้ทางรถไฟเดิม บางช่วงฉีกแยกออกไปให้เลาะริมขอบอ่างเก็บน้ำ 
เมื่อวันที่น้ำถูกปล่อยเข้าสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมดทำให้พื้นที่เคยเป็นดินให้ชาวบ้านได้เดิน 
ให้ควายได้เล็มหญ้า กลายเป็นท้องน้ำที่กว้างใหญ่และเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ 
จนมองเห็นผืนน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา เมื่อรถไฟวิ่งผ่านและมองออกนอกหน้าต่าง ดูคล้ายกับรถไฟของเราแล่นไปบนผิวน้ำ จึงได้ชื่อเรียกว่า ‘รถไฟลอยน้ำ‘ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดพิเศษเพราะเราจะมาถึงที่นี่ได้เพียงวิธีเดียวคือ ‘ทางรถไฟ‘

รถไฟลอยน้ำ
ธันวาคม 2559

รถไฟนำเที่ยว ‘รถไฟลอยน้ำ‘ ออกจากสถานีกรุงเทพตอน 7 โมงเช้า ขบวนนี้ไม่ใช่รถไฟขบวนปกติ แต่เป็นรถไฟขบวนพิเศษเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมที่พานักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือสู่สถานีรถไฟโคกสลุง จังหวัดลพบุรี

ภาพที่เห็นนอกหน้าต่างรถไฟคือดอกหญ้าสีขาว ไร่ข้าวโพด เขาหินปูน ต้นไม้แห้งๆ และดอกทานตะวันของจังหวัดสระบุรี ในความเขียวปนน้ำตาลของนอกหน้าต่างตัดกับสีฟ้าอย่างรุนแรงของท้องฟ้าหน้าหนาวที่ใสซะจนรู้สึกแสบผิวพิลึก อีกไม่นานรถไฟท่องเที่ยวขบวนนี้ก็จะพาเราไปถึงจุดชมวิวรถไฟลอยน้ำแล้ว


ที่หยุดรถเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นแลนด์มาร์กสุดท้ายที่บอกว่าเรามาถึงที่หมาย เราเปิดม่านเหล็กกันแดดขึ้นจนสุด แดดร้อนในช่วงสายกับลมเย็นที่เริ่มจืดจางปะทะตัวเรา ภาพนอกหน้าต่างเริ่มเปลี่ยนไป จากพงต้นไม้หนาทึบเริ่มเผยให้เห็นแสงบางอย่างที่ระยิบระยับเหมือนธรรมชาติพร้อมใจกันกระดิกนิ้วอวดเพชรหลายกะรัตให้แสงเข้าตาชั่วอึดใจเดียวภาพท้องน้ำกว้างสีครามก็ปรากฏให้เห็น


เสียงคนร้อง “หูวววว” ดังกระทบหูพร้อมๆ กับเสียงชัตเตอร์ที่รัวแบบไม่ยั้ง
รถไฟวิ่งแหวกลมของฤดูหนาวไประยะหนึ่งก็ลดความเร็วลง
จนจอดสนิทที่หลักกิโลเมตรที่ 170 ที่นี่คือจุดชมวิวรถไฟลอยน้ำ ก่อนจะปล่อยให้
คนทั้งขบวนลงมาจากรถไฟเพื่อดื่มด่ำความสวยงามและถ่ายรูปอวดโซเชียลได้อย่างเต็มที่



ด้านซ้ายของขบวนรถไฟคือเวิ้งน้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตา 
มีแนวภูเขาเป็นแค่ไรจางๆ ทาบขอบฟ้าให้รู้ว่าขอบฝั่งอยู่ตรงนั้น ส่วนด้านซ้ายมือคือขอบอ่างเก็บน้ำที่มีต้นไม้รกครึ้มและภูเขาทาบเป็นฉากหลังอีกชั้นหนึ่ง ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีวิวแบบนี้ให้เห็นในประเทศไทย ไม่น่าเชื่อเลยว่ารถไฟจะได้จอดให้เราลงมาดูวิวแบบนี้กลางน้ำ

ถ้าน้ำเต็มเขื่อนคือภาพอย่างในฝัน แล้วถ้าหน้าแล้งที่น้ำแห้งไปจากเขื่อนล่ะ?

รถไฟลอยฟ้า
เมษายน 2559


ไม่กี่เดือนหลังจากที่เราได้มาเหยียบจุดชมวิวรถไฟลอยน้ำ เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าเข้าสู่หน้าร้อนและกรมชลประทานเผยปริมาณน้ำในเขื่อนว่าได้ลดระดับลง เราตัดสินใจที่จะกลับไปที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้นั่งรถไฟแล้วเพราะหมดช่วงของรถไฟท่องเที่ยว แต่เราขับรถไปที่หมู่บ้านโคกสลุงโดยตรงเพื่อไปดูสะพานรถไฟช่วงที่ยาวที่สุด


3 ชั่วโมงเศษจากกรุงเทพฯ เรามาถึงคันกั้นน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์บริเวณตำบลโคกสลุง ภาพด้านหน้าเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลายเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง ภาพท้องน้ำสีครามกว้างใหญ่ไพศาลหายไปกลายเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสดใสขนาดใหญ่สลับกับแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่ มีสะพานรถไฟเป็นสิ่งแปลกปลอมเดียวที่ขัดกับธรรมชาติ เงาไกลๆ นั้นคือท้องน้ำกว้างของเขื่อนที่หดตัวลงไปอยู่จุดที่ลึกที่สุดของตัวอ่างทาบด้วยกำแพงเทือกเขาสีครึ้มอยู่ไกลๆ

เราขับรถไปตามถนนมาหยุดที่จุดตัดทางรถไฟ ด้านขวามือคือสถานีรถไฟโคกสลุง ด้านซ้ายมือคือสะพานรถไฟที่ทอดยาวไปสุดสายตาเหนือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่นั้น มีฝูงวัวเล็มหญ้าอยู่ไกลๆ มองไปมองมาก็เหมือนรถไฟวิ่งอยู่บนสนามกอล์ฟ
ภาพช่างแตกต่างจากตอนหน้าน้ำซะเหลือเกิน


เรามาที่นี่เพื่อถ่ายรูปขบวนรถไฟ 2 ขบวน (มันจะคุ้มกับค่าน้ำมันไหม) เรายังนึกภาพไม่ออกว่าเมื่อรถไฟวิ่งมาบนสะพานภาพจะออกมาเป็นยังไง เพราะเราเคยชินกับภาพของทางรถไฟที่ด้านล่างเต็มไปด้วยน้ำมาโดยตลอด มันคงเหมือนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ พิลึก เพียงแค่มันไม่มีตึกอยู่ข้างๆ เท่านั้นเอง

เราปักหลักรออยู่นานกว่าที่รถไฟด่วนดีเซลรางจากหนองคายจะวิ่งผ่านมาตรงนี้ ภาพรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็ว100 กม./ชม. แล่นฉิวอยู่เหนือทุ่งหญ้าสีเขียวเป็นภาพที่สวยกว่าที่เราคาดไว้ เรารู้สึกได้เลยว่าภาพที่เราเมโมรี่ในสมองสวยกว่าภาพที่อยู่ในเมโมรี่กล้องถ่ายรูปซะอีก



แต่เรายังเหลือรถสินค้าอีกหนึ่งขบวน และก็ไม่อยากได้ภาพมุมเดิมแล้ว
ถ้าเราขึ้นถ่ายรูปรถไฟขบวนนั้นบนสะพานล่ะ…
ความสนุกมันอยู่ตรงที่เรามีความยืดหยุ่นในการถ่ายรูปรถไฟมากขึ้น เพราะถ้าหน้าน้ำเราคงไปโผล่กลางสะพานอีกฝั่งไม่ได้ถ้าไม่มีเรือ
หน้าแล้งนั้นเราขับรถไปได้เลยมีทั้งภาพมุมล่างมุมบนของ ‘รถไฟลอยฟ้า’ ได้อย่างเต็มที่

เมื่อจอดรถใต้สะพานเสร็จสรรพ เราก็ปีนขึ้นไปบนทางรถไฟไปตั้งหลักอยู่บนสะพาน
แม้ว่าแดดจะร้อน แต่ลมก็แรงไม่ใช่เล่น ไม่นานนักเสียงหวีดของรถไฟก็ดังขึ้นจากฝั่งสถานีโคกสลุง รถไฟขบวนยาวที่ลากด้วยหัวรถจักรสีน้ำเงินคันใหญ่ก็ปรากฏให้เราเห็น มันวิ่งข้ามสะพานมาอย่างว่องไวมุ่งตรงมายังเราก่อนจะสาดโค้งผ่านตัวเราไปอย่างรวดเร็วเพื่อทำหน้าที่ให้ถึงปลายทาง


อยากให้ทุกคนไปเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ
วันวิสข์ เนียมปาน ก่าว

Cr: https://readthecloud.co/rail-5/
ภาพ: วันวิสข์ เนียมปาน

อีกนิดอีกหน่อย
  1. สะพานเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีด้วยกันทั้งหมด 6 ช่วง โดยช่วงที่ยาวที่สุดอยู่ระหว่างสถานีโคกสลุง – สุระนารายณ์ เป็นจุดเดียวที่เราสามารถขับรถเข้าไปได้ใกล้ที่สุด นอกนั้นเดินกันขาลาก
  2. ช่วงหน้าแล้งเราจะมองเห็นทางรถไฟเดิม ถนนเดิม ได้ชัดเจนมาก
  3. รถไฟท่องเที่ยวไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะวิ่งเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ของทุกๆ ปีเท่านั้นและในบางปีอาจต่อโปรโมชั่นยาวไปถึงเดือนกุมภาพันธ์อีกด้วย
  4. หากใครที่อยากจะมาที่โคกสลุง มีรถไฟด่วนจากกรุงเทพ – หนองคาย ออกทุกวัน 08.20 มาลงที่สถานีโคกสลุงได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

โคราชเมืองเศรษกิจในอนาคต

ไม่นานมานี้ เดอะมอลล์ โคราช ห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่เมืองโคราชมากว่า 17 ปี ได้ทำการรีโนเวทครั้งใหญ่ด้วยวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพลิกโฉมห้างสรรพสินค้าให้เป็นเกตเวย์ของอีสาน พร้อมซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เดอะมอลล์ โคราช เป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งแบบครบวงจร แต่เพราะเหตุใด ทุนใหญ่อย่างเดอะมอลล์ จึงเร่งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นอย่างรวดเร็ว วันนี้ อีสานร้อยแปด จะพาทุกท่านมาดูกัน


เหตุผลที่มีการรีโนเวทครั้งใหญ่ของห้างแห่งนี้ เนื่องจากทางบริษัทมองเห็นศักยภาพของเมืองโคราช ซึ่งถือเป็นประตูสู่ภาคอีสาน และเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาคที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศในกลุ่ม CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม ซึ่งนอกจากการพัฒนาของภาคเอกชนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทางภาครัฐเองก็ได้มีแผนแม่บทในการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเร่งเพิ่มศักยภาพของการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ – โคราช โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองมอเตอร์เวย์ บางปะอิน – โคราช รวมถึงการเปิดเส้นทางการบินพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา และอีกมากมายที่กำลังรอการพิจารณา อย่างไรก็ตาม การที่มีโครงการและนักลงทุนต่างๆหลั่งไหลเข้ามาลงทุนที่โคราช นอกเหนือจากศักยภาพที่มีมากแล้ว ยังเป็นเพราะผู้คนหันมานิยมบริโภคแบรนด์ชั้นนำกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น H&M ยูนิโคล่ เบอร์เกอร์คิง ซูชิ ฮิโระ ทูดาริ ฯลฯ ด้วยไลฟ์สไตล์แบบนี้ จึงยกระดับให้โคราชเป็นเมืองหลักที่ไม่ใช่เมืองต่างจังหวัดอีกต่อไป



นอกเหนือจากอาหารและเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ดังที่ทยอยเข้ามาแล้ว ยังมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง LACOSTE LEVI’S PLAYBOY ADIDAS NEW BALANCE ฯลฯ สถาบันเสริมความงามชั้นนำ และแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำ SKIN FOOD, NATURE REPUBLIC ร้านทอง ร้านจิวเวอรี่ และศูนย์รวมสถาบันการเงินกว่า 20 แห่ง ที่เข้ามารองรับต่อการเติบโตและความต้องการที่จะมีมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เดอะมอลล์เท่านั้น แต่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่อีก 2 แห่งก็ไม่พลาดเข้ามาลงทุนด้วยเช่นกัน นั่นคือ CentralPlaza Nakhon Ratchasima และ Terminal21 Korat Shopping Mall

เรียกว่า น่าภูมิใจแทนพี่น้องชาวโคราชจริงๆที่มีนักลงทุนและบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเข้ามาลงทุน สร้างเงิน สร้างงานให้กับพี่น้องชาวอีสานของเราอย่างไม่ขาดสาย (ได้ข่าวว่าที่ดินแถวนั้น แพงขึ้นหลายเท่าเลยทีเดียว) เอาเป็นว่า ใครที่มองเห็นลู่ทางทำมาหากิน ก็ยินดีด้วย ส่วนใครที่กำลังเดินหน้าสมัครเข้าทำงานบริษัทใหญ่ที่กำลังเข้าไปลงทุนที่โคราชอยู่ อีสานร้อยแปดก็ขอทุกท่านได้งาน ได้เงินสมใจกันทุกคนเด้อ

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลบางส่วนจาก logistics2day.com, koratstartup.comCr:: ข่าวบ้านเฮา

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

ปายฝน ต้นหนาว

เอาบรรยากาศปลายฝน ต้นหนาว ทางบ้านเฮามาฝากครับ




ตะคร้อ

ตะคร้อ
ตะคร้อ ชื่อสามัญ Ceylon oak


ตะคร้อ ชื่อวิทยาศาสตร์ Schleichera oleosa (Lour.) Merr.[2] (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pistacia oleosa Lour., Schleichera oleosa (Lour.) Oken[1]) จัดอยู่ในวงศ์เงาะ (SAPINDACEAE)

ตะคร้อ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กาซ้อง คอส้ม (เลย), เคาะ (นครพนม, พิษณุโลก), ค้อ (กาญจนบุรี), เคาะจ้ก มะเคาะ มะจ้ก มะโจ้ก (ภาคเหนือ), ตะคร้อไข่ (ภาคกลาง), ซะอู่เสก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), กาซ้อ คุ้ย (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ปั้นรั้ว (เขมร-สุรินทร์), ปั้นโรง (เขมร-บุรีรัมย์), บักค้อ ตะค้อ หมากค้อ เป็นต้น[1],[9]
ลักษณะของตะคร้อ
ต้นตะคร้อ มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศสามารถพบได้ที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ภูมิภาคอินโดจีนและอินโดนีเซีย[3] โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำ เรือนยอดมีลักษณะเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งก้านมักคดงอ ลำต้นเป็นปุ่มปมและพูพอน เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลแดงหรือเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกแตกเป็นสะเก็ดหนา[1],[2] ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด[6] โดยสามารถพบได้ตามป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา และตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ที่ระดับความสูงถึง 1,200 เมตร[4],[11]




ใบตะคร้อ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายใบออกเป็นคู่ออกเรียงเวียนสลับเป็นกลุ่มตามปลายกิ่ง ใบย่อยติดเรียงตรงข้ามหรืออาจเยื้องกันเล็กน้อยประมาณ 1-4 คู่ โดยใบคู่ปลายสุดของช่อใบจะมีขนาดใหญ่และยาวที่สุด ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี หรือรูปรีขอบขนาน ปลายใบมนหรือหยัก มีหางสั้น ๆ หรือติ่งสั้น ๆ โคนใบมนหรือสอบและมักเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4.5-12 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-25 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนาเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย มองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน เส้นแขนงใบมีประมาณ 8-16 คู่ ปลายเส้นจรดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบย่อยจะสั้นมาก ส่วนก้านช่อใบยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร โดยใบอ่อนมีขนเล็กน้อยตามเส้นใบ[1],[2],[6]


ดอกตะคร้อ ออกดอกเป็นช่อปลายยอดหรือตามซอกใบ ช่อดอกมีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร และช่อดอกมีลักษณะเป็นพวงแบบหางกระรอกห้อยลง ดอกย่อยมีขนาดเล็กเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ๆ กลีบเลี้ยงหรือกลีบรวมมีขนาดเล็กมาก มีแฉกแหลม 5 แฉก ดอกไม่มีกลีบดอก มีเกสรเพศผู้ประมาณ 6-8 ก้าน ส่วนรังไข่มีลักษณะกลมและมี 3 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีออวุล 1 ออวุล เกสรเพศเมียส่วนปลายแยกเป็นแฉก 3 แฉก โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน[1],[3],[6]




ผลตะคร้อ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ปลายผลเป็นจะงอยแหลมและแข็ง เปลือกผลหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวผลเกลี้ยงเป็นสีเขียวอมน้ำตาลหรือเป็นสีน้ำตาล ภายในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด มีเนื้อหุ้มเมล็ดใสสีเหลือง ลักษณะฉ่ำน้ำ และมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม[1],[2],[3],[6]




สรรพคุณของตะคร้อ
ราก เปลือกราก หรือทั้งห้าส่วนเป็นยาแก้กษัย (ราก, เปลือกราก)[8]
ใช้ใบเป็นยาแก้ไข้ โดยใบแก่นำมาขยี้กับน้ำแล้วนำมาเช็ดตัว (ใบแก่)[9]
เนื้อผลเป็นยาระบาย รับประทานมากไปจะทำให้ท้องเสียได้ (เนื้อผล)[9]
เปลือกต้นเป็นยาสมานท้อง (เปลือกต้น)[1],[2]
ช่วยแก้อาการท้องร่วง (เปลือกต้น)[1],[2],[5] บ้างว่าใช้แก้บิด มูกเลือดได้ด้วย โดยนำเปลือกต้นมาตำกิน (เปลือกต้น)[9]
เปลือกต้นตะคร้อนำมาแช่กับน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย โดยใช้ร่วมกับเปลือกต้นมะกอก เปลือกต้นเป๋ยเบาะ เปลือกต้นตะคร้ำ (เปลือกต้น)[4]
ช่วยขับปัสสาวะ (ทั้งห้า)[8]
ทั้งห้าส่วนเป็นยาแก้ริดสีดวงภายนอกและภายใน (ทั้งห้า)[8]
น้ำต้มจากเปลือกต้นตะคร้อช่วยรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ (Mahaptma and Sahoo, 2008) (เปลือกต้น)[7]
ใบใช้ตำพอกรักษาฝี (ใบ)[8]
ทั้งห้าส่วนเป็นยาแก้ฝีในกระดูก ปอด กระเพาะ ลำไส้ ตับ และม้าม (ทั้งห้า)[8]
ใบแก่นำมาเคี้ยวให้ละเอียด ใช้ใส่แผลสดเพื่อปิดปากแผลไว้ จะช่วยห้ามเลือดได้ (ใบ)[9]
ช่วยรักษาบาดแผลสดจากของมีคม ด้วยการนำเปลือกต้นบริเวณลำต้นที่วัดความสูงตามบาดแผลที่เกิด ขูดเอาเปลือกตะคร้อ นำมาผสมกับยาดำ (เส้นผม, ขนเพชร) แล้วนำมาพอกบริเวณบาดแผล (เปลือกต้น)[9]
รากเป็นยาถอนพิษ เช่น อยากหยุดเหล้า ก็ให้นำน้ำต้มกับรากมาผสมกับเหล้าและใช้ดื่มตอนเมาจะทำให้ไม่อยากกินอีก ปริมาณการใช้เท่ากับราก 1 กำมือผู้กิน เหล้า 1 ก๊ง (ราก)[9]
ใบใช้ปรุงเป็นยาถ่ายพิษฝี ถ่ายเส้น ถ่ายกษัย (ใบ)[8]
รากหรือเปลือกรากช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน แก้เส้นเอ็น ช่วยถ่ายฝีภายใน (ราก, เปลือก)[8]
เปลือกนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีหนอง (ส่วนแก่นตะคร้อก็ใช้ได้เช่นกัน) (เปลือก)[11]
น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาใช้นวดแก้อาการปวดไขข้อได้ (Palanuvej and Vipunngeun, 2008) (น้ำมันจากเมล็ด)[7]
น้ำมันจากเมล็ดตะคร้อ ช่วยแก้ผมร่วง (น้ำมันจากเมล็ด)[1],[2]
น้ำมันสกัดจากเมล็ดสามารถนำมาใช้รักษาอาการคัน สิว แผลไหม้ได้ (Palanuvej and Vipunngeun, 2008) (น้ำมันจากเมล็ด)[7]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของตะคร้อ
มีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากเปลือกและลำต้นของต้นตะคร้อพบว่า สามารถช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการตายของเซลล์มะเร็งได้ (Pettit et al.,2000, Thind et al., 2010) และมีฤทธิ์ในต้านการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย (Ghosh et al., 2011)[7]
ประโยชน์ของตะคร้อ
ผลสุกหรือเนื้อหุ้มเมล็ดใสสีเหลืองและฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ โดยจะนิยมรับประทานกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเนื่องจากเนื้อผลมีฤทธิ์เป็นยาระบาย การรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้[1],[2],[4],[6] หรือนำผลมารับประทานจิ้มกับเกลือหรือนำมาซั่วกิน ส่วนผลที่หวานมากก็นำมากินกับข้าวได้ ส่วนเปลือกผลส่วนก้นสามารถนำมาตำใส่เปลือก ผสมกับเนื้อ หรือนำมาตำเหมือนตำส้มตำ[9] นอกจากนี้ยังสามารถนำผลมาทำเป็นอาหารหวานได้อีกหลายชนิด เช่น ตะคร้อแก้ว น้ำตะคร้อ ลูกกวาดตะคร้อ แยม ไวน์ เป็นต้น[10]
เปลือกต้นนำมาขูดเอาแต่เนื้อเปลือกตำใส่มดแดง (เปลือกนางกินกับตำเหมี่ยงโค่น กินกับใบส้มกบ ส้มลม ตำใส่เครื่องข่าตะไคร้ พริก)[9]
ใบอ่อนตะคร้อสามารถนำมาใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับอาหารอีสานได้[3],[9]
เมล็ดใช้รับประทานได้แต่อย่าเกิน 3 เม็ด เพราะจะทำให้เมา หรือที่นิยมก็คือนำมาสกัดทำเป็นน้ำมันสำหรับเป็นยาสมุนไพร หรือใช้เป็นน้ำมันสำหรับจุดประทีป[9]
เปลือกนอกของต้นนำมาขูดผสมกับเกลือ ใช้เป็นยารักษาสัตว์ (ไม่ได้ระบุว่าใช้รักษาอะไร)[9]
เปลือกต้นใช้สกัดทำเป็นสีย้อมได้ โดยสีที่ได้คือสีน้ำตาล ส่วนเปลือกตะคร้อผสมกับเปลือกก่อจะให้สีกากี[3],[6]
เนื้อไม้ตะคร้อสามารถนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมไม้ทั่วไปได้ ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ทำไม้เสาเรือนบ้าน อาคารบ้านเรือน ด้ามเครื่องมือ ตะลุมพุก ลูกหีบน้ำมัน ลูกหีบอ้อย ทำเขียง ครก สาก สากตำข้าว กระเดื่อง ฟันสีข้าว ดุมล้อเกวียน ส่วนประกอบของล้อเกวียน ฯลฯ (แต่ต้องเป็นต้นมีอายุมากหน่อย) หรือนำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิง ทำฟืนและถ่านชนิดดี[3],[4],[5],[6],[9]
ผลสุกมีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถนำมาใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับล้างจาน ล้างห้องน้ำได้[10]
ต้นตะคร้อใช้เป็นต้นไม้เพาะเลี้ยงครั่งได้ดี ซึ่งในประเทศอินเดียมีการใช้มานานแล้ว[6]
ต้นตะคร้อสามารถนำมาใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาได้ดี เพราะพุ่มใบมีลักษณะหนาทึบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่กว้าง อีกทั้งยังช่วยดึงดูดนกได้อีกด้วย[5]

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “ตะคร้อ (Ta Khro)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 121.
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. “ตะคร้อ”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). หน้า 97.
พืชและสัตว์ท้องถิ่นภูพาน, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. “ตะคร้อ”. (ไพร มัทธวรัตน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: pineapple-eyes.snru.ac.th/animal/pupan/. [9 มี.ค. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “Ceylon oak”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [9 มี.ค. 2014].
สวนพฤกษศาตร์โรงเรียนชลบุรีสุขบท. “ตะคร้อ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.skb.ac.th/~botanical/.  [9 มี.ค. 2014].
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (สาขาลำปาง). “ตะคร้อ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: lampang.dnp.go.th. [9 มี.ค. 2014].
การประชุมวิชาการแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ครั้งที่ 9. “การวิเคราะห์ปริมาณกรดอินทรีย์ในผลตะคร้อจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีชนิดของเหลวประสิทธิภาพสูง”. (ชลธิชา นิวาสประกฤติ, ปิยานี รัตนชำนอง, อรทัย อร่ามพงษ์พันธ์, และทักษิณ อาชวาคม).
ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “ตะคร้อ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [9 มี.ค. 2014].
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม. “บักค้อ (ลูกตะค้อ)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.m-culture.in.th. [9 มี.ค. 2014].
GotoKnow. “ตระคร้อ Schleichera oleosa (Lour.) Oken”. (ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ). อ้างอิงใน: www.boonrarat.net. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.gotoknow.org. [9 มี.ค. 2014].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ตระคร้อ”. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 7. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [9 มี.ค. 2014].

Cr: ขอขอบคุณ บทความและภาพประกรอบ
ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Nelindah, Shubhada Nikharge, dinesh_valke, Dr Hari Venkatesh K Rajaraman), เว็บไซต์ rspg.dusit.ac.th, เว็บไซต์ biotik.org

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

ตะคร้อ หมากค้อ

ตะคร้อ หมากค้อ
ชื่อพื้นเมือง: กอซ้อ กาซ้อง ค้อ คอส้ม เคาะ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไป: ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-25เมตร ผลัดใบ เรือนยอดทรงรูปไข่ทึบ แตกกิ่งตำลำต้นสั้นมักบิมเป็นปุ่มปมและ พูพอน เปลือกสีนำตาลเทา

ดอก: สีขาวอม เขียว ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอก ออก มี.ค - เม.ย

ผล: ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดี่ยว ทรงไข่แกมขอบ และโคนผลเปลือกเรียบและเกลี้ยน ผลสุกสีนำตาล เนื้อสีเหลือง เมล้ดรูปไข่ ผล ออก มิ.ค - ส.ค

ด้านภูมิทัศน์: ปลูกเพื่อให้ร่มเงาดี เพราะพุ่มใบทึบเหมาะสำหรับพื้นที่กว้าง ผลดึงดูดนกได้

ประโยชน์: ไม้ทำเสาเรือน ด้ามเครื่องมือ เปลือกแก้ท้องร่วง นำมันเมล็ดแก้ผลร่วง ผลสุขมีรสเปรี้ยวอมหวาน




กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ LGBT

กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในภาษาอังกฤษย่อว่า LGBT (หรือ GLBT ) ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของคำว่า lesbian (เลสเบี้ยน) , gay (เกย์) ...